1. ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน ระยะฟักตัว 1-4วัน โดยเฉลี่ย 2 วัน
·
ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างฉับพลัน
·
เบื่ออาหาร คลื่นไส้
·
ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
·
ปวดตามแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบตา
·
ไข้สูง 39-40 ํ c
·
เจ็บคอและคอแดงมีน้ำมูกใสไหล
·
ไอแห้งๆ
·
ตามตัวจะร้อน แดง ตาแดง
·
อาการอาเจียน หรือท้องเดิน ไข้เป็น 2-4 วันแล้วค่อยๆลดลงแต่อาการคัดจมูก และแสบคอยังคงอยู่โดยทั่วไปจะหายใน
1 สัปดาห์
2. สำหรับรายที่เป็นรุนแรงมักเกิดในผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังอยู่ก่อนมักจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่ระบบอื่นด้วยเช่น
·
อาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก
หรืออาการหัวใจวาย ผู้ป่วยจะเหนื่อยหอบ
·
ระบบประสาท พบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
และสมองอักเสบผู้ป่วยจะปวดศีรษะมาก และซึมลง
·
ระบบหายใจ มีหลอดลมอักเสบ
และปอดบวมผู้ป่วยจะแน่นหน้าอก และเหนื่อย
โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่มักจะหายในไม่กี่วัน
แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายมีอาการไอ และปวดตามตัวนาน 2 สัปดาห์
ส่วนผู้ที่เสียชีวิตมักจะเกิดจากปอดบวม และโรคหัวใจหรือโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่
ระยะติดต่อ
1.
ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ
2.
ห้าวันหลังจากมีอาการ
3. ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ
และแพร่เชื้อได้นาน 10 วัน
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่จะอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลักโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของเชื้อ
การวินิจฉัยที่แน่นอนอาจจะทำได้ 4 วิธีคือ
1.
นำไม้พันสำลีแหย่ที่คอหรือจมูกแล้วนำไปเพาะเชื้อ
2. เจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโดยต้องเจาะ 2 ครั้งห่างกัน 2 ชั่วโมงแล้วเปรียบการเพิ่มของภูมิต่อเชื้อ
3.
การตรวจหา Antigen
4. การตรวจโดยวิธี PCR,Imunofluorescent
โรคแทรกซ้อน
1. ติดเชื้อแบคทีเรีย อาจจะทำให้ปอดบวม ฝีในปอด
หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด
2. ไข้หวัดใหญ่ในหญิงมีครรภ์ ผลต่อมารดามักเป็นชนิดรุนแรงและมีอาการมาก
ผลต่อเด็กอาจจะทำให้แท้ง
การรักษา
ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนท่านผู้อ่านสามารถดูแลตัวเองที่บ้าน
1.
ให้นอนพักไม่ควรออกกำลังกาย
2.
ให้ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้หรือน้ำซูปหรืออาจจะดื่มน้ำเกลือแร่ร่วมด้วย
แต่ไม่ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวเพราะจะทำให้ท่านขาดเกลือแร่ได้ หรืออาจจะเตรียมโดยใช้น้ำข้าวใส่เกลือและน้ำตาลก็ได้
3. การรักษาตามอาการ
และการประคับประคอง
4. ลดไข้ด้วยยาลดไข้
เช่น paracetamolไม่ควรให้ aspirinในคนที่มีอายุน้อยกว่า 16 ปีเพราะอาจจะทำให้เกิด Reye syndrome
5.
ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ
6.
ถ้าไอมากอาจจะซื้อยาแก้ไอรับประทาน
7.
สำหรับผู้ที่เจ็บคออาจใช้น้ำ1แก้วผสมกับเกลือ 1 ช้อนกรวกคอแต่ห้ามดื่ม
8. สำหรับท่านที่มีอาการคัดจมูกอาจจะใช้ไอน้ำช่วยวิธีง่ายคือต้มน้ำร้อนแล้ให้นั่งหน้ากาน้ำเอาผ้าคลุมศีรษะ
และสูดดมไอน้ำ อาจจะใส่ vick หรือขิงลงไปเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก
9.
อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆเพราะจะทำให้เชื้อลุกลาม
10. ใหล้างมือบ่อยๆเมื่อออกนอกบ้าน ในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไขหวัดใหญ่ให้หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์
ลูกบิดประตู เป็นต้น
11. เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือ ทิสซู่ปิดปาก
12. ช่วงที่มีการระบาดให้หลีกเลี่ยงจากที่สาธารณะ
ผู้ป่วยควรพบแพทย์เมื่อไร
ไข้หวัดใหญ่สามารถหายเองได้และท่านสามารถดูแลตัวเองที่บ้านแต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ปรึกษาแพทย์ประจำตัวท่าน
ในเด็กควรจะปรึกษาแพทย์เมื่อ
1.
ไข้สูงและเป็นนาน
2.
ให้ยาลดไข้แล้วไข้ยังเกิน 38.5ํ c
3.
หายใจหอบ หรือหายใจลำบาก
4.
มีอาการมากกว่า 7 วัน
5.
ผิวสีม่วง
6.
เด็กดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่พอ
7.
เด็กซึมลง
ไม่เล่น
8.
เด็กไข้ลดลง
แต่หายใจหอบ
สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นไข้หวัดใหญ่
1.
ไข้สูงและเป็นมานาน
2. หายใจลำบาก
หรือหายใจหอบ
3.
เจ็บหรือแน่นหน้าอก
4.
หน้ามืดเป็นลม
5. สับสน
6. อาเจียน
รับประทานอาหารไม่ได้
ผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงควรพบแพทย์ทันทีที่เป็นไข้หวัดใหญ่เนื่องจากโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้แก่
1.
ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคหัวใจ โรคตับ
โรคไต เบาหวาน หอบหืด มะเร็งเป็นต้น
2.
คนท้อง
3.
ผู้ป่วยโรคเอดส์
4.
ผู้ทีพักในสถานเลี้ยงคนชรา
5.
ผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปี
ผู้ป่วยไขหวัดใหญ่ที่มีอาการต่อไปนี้ต้องเข้าโรงพยาบาล
1.
มีอาการขาดน้ำไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ
2.
ไอแล้วเสมหะมีเลือดปน
3.
หายใจลำบาก หายใจหอบ
4.
สีริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีเขียว
5.
ไข้สูงมากผู้ป่วยเพ้อ
6.
มีอาการไข้ และไอหลังจากที่อาการไข้หวัดใหญ่หายไปแล้ว
การรักษาในโรงพยาบาล
1.
ผู้ป่วยที่ขาดน้ำแพทย์จะให้น้ำเกลือ
2.
ผู้ป่วยเหล่านี้ควรได้รับยา amantadine และ rimantadine เพื่อให้หายเร็วและลดความรุนแรงของโรคยานี้ควรให้ภายใน
48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการและให้ต่อ 5-7 วัน
ยานี้ไม่ช่วยลดโรคแทรกซ้อน
3.
ถ้ามีอาการคัดจมูกแพทย์จะให้ยาลดน้ำมูก
4.
ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนก็ไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะหายใน 2-3 วัน ไข้จะหายใน 7 วัน อาการอ่อนเพลียอาจจะอยู่ได้นาน1-2
สัปดาห์
การป้องกัน
1.
ล้างมือบ่อยๆ
2.
หลีกเลี่ยงการเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา
3.
อย่าใช้ของส่วนตัวร่วมกับคนอื่น เช่นผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ
4.
หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด
เมื่อเวลาเจ็บป่วย
5.
ให้พักที่บ้านเมื่อเวลาป่วย
6.
เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าปิดปากและจมูก
โดยการฉีดวัคซีน
การป้องกันที่ดีคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ซึ่งเป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อที่ตายแล้วโดยฉีดที่แขนปีละครั้ง
หลังฉีด 2สัปดาห์ภูมิคุ้มกันจึงจะสูงพอป้องกันการติดเชื้อแต่การฉีดจะเลือกผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนคือ
1.
ผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปี
2.
ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคไต โรคหัวใจ
โรคตับ
3.
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
4.
ผู้ป่วยโรคเอดส์
5.
หญิงตั้งครรภ์ 3 เดือนขึ้นไปและมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
6.
ผู้ที่อาศัยในสถานเลี้ยงคนชรา
7.
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
8.
สมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคเรื้อรัง
9.
นักเรียนที่อยู่รวมกัน
10.
ผู้ที่จะไปเที่ยวยังแหล่งระบาดของไข้หวัดใหญ่
11.
ผู้ที่ต้องการลดอัตราการติดเชื้อ
การใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่เพื่อรักษา
1.
Amantadine and
Ramantadine เป็นยาที่ใช้ในการป้องกันและรักษาไวรัสไๆข้หวัดใหญ่ชนิด
A ไม่ครอบคลุมชนิด B
2.
Zanamivir
Oseltamivir เป็นยาที่รักษาได้ทั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิด A,B
3.
การให้ยาภายใน 2 วันหลังเกิดอาการจะลดระยะเวลาเป็นโรค
จะใช้ยารักษาไข้หวัดกับคนกลุ่มใด
เราจะใช้ยากับคนกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่
และยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน
และอยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรคกลุ่มที่ควรจะได้รับยารักษาได้แก่
1.
คนที่อายุมากกว่า 65 ปี
2.
เด็กอายุ 6-23 เดือน
3.
คนท้อง
4.
คนที่มีโรคประจำตัว
เช่นโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ
การให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่
ยาที่ได้รับการรับรองว่าใช้ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้แก่ Amantadine Ramantadine Oseltamivir วิธีการป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน แต่ก็มีบางกรณีที่จำเป็นต้องให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่
1.
ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับวัคซีนไม่ทัน
ทำให้ต้องได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค
2.
ผู้ที่ดูแลกลุ่มเสี่ยงและไม่ได้รับการฉีดวัคซีน
ควรจะได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค
3.
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดี
เช่นโรคเอดส์
4.
กลุ่มคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนและไม่อยากเป็นโรค