วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

 

PUBLIC HEALTH

  • P:Prevention หมายถึง การป้องกัน
  • U:Uphold หมายถึง การส่งเสริมเเละสนับสนุน
  • B:Bestead หมายถึง การเอื้ออำนวย
  • L:Learning หมายถึง การศึกษา การเรียนรู้
  • I:Ideal หมายถึง อุดมการณ์ อุดมคติ
  • C:Care หมายถึง การดูเเล
  • H:Heart หมายถึง หัวใจ(ใจรัก)
  • E:Efficiency หมายถึง ประสิทธิภาพ
  • A:Allegiance หมายถึง การอุทิศตน
  • L:Liaise หมายถึง การติดต่อประสานงาน
  • T:Treatment หมายถึง การรักษาฟื้นฟู
  • H:Hardy หมายถึง อดทน เเข็งเเรง

Public หมายถึง ยึดมั่นในอุดมคติ อุดมการณ์ โดยการศึกษาเเละเรียนรู้ที่จะส่งสริมเเละสนับสนุน การป้องกัน เพื่อเอื้ออำนวยในการดูเเลสุขภาพของประชาชน

 Health หมายถึง เน้นการรักษาฟื้นฟูสุขภาพของประชาชน ด้วยการติดต่อประสานงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มีความอดทนอดกลั้นเเละอุทิศตนด้วยใจรัก

สรุป : Public Health หมายถึง ยึดมั่นในอุดมคติ อุดมการณ์ โดยการศึกษาเเละเรียนรุ้ ในการติดต่อประสานงาน อย่างมีความอดทนเเละอุทิศตนด้วยใจรักที่จะส่งเสริมเเละเอื้ออำนวย ในการป้องกัน ดูเเลรักษา เเละการฟื้นฟูสุขภาพของประชาชนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
 

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

virus


Influenza ไข้หวัดใหญ่

ความแตกต่างไข้หวัดใหญ่และไข้หวัด

ไข้หวัดใหญ่พบมากทุกอายุ โดยเฉพาะในเด็กจะพบมากเป็นพิเศษ แต่อัตราการตายมักจะพบในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคปอด โรคไต เป็นต้น การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่ป้องกันได้ผลมากที่สุด สามารถลดอัตราการติดเชื้อ ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ลดโรคแทรกซ้อน และลดการหยุดงาน ไข้หวัดเป็นการติดเชื้อไวรัสทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหลมีไข้ไม่สูง สำหรับไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อที่เรียกว่า influenza virusเป็นการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจซึ่งอาจจะลามลงไปปอด ผู้ป่วยจะมีอาการค่อนข้างเร็ว  ไข้สูงกว่าไข้หวัด ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างฉับพลัน

ในปี คศ.2003 ได้มีการแนะนำเรื่องไข้หวัดใหญ่ดังนี้

1.   ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนคือเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน(เนื่องจากเชื้อนี้มักจะระบาดในต่างประเทศ หากประเทศเราจะฉีดก็น่าจะเป็นช่วงเดียวกัน) โดยเน้นไปที่ประชาชนที่มีอายุ 50 ป ี,เด็กอายุ 6-23 เดือน ,คนที่อายุ 2-49 ปีที่มีโรคประจำตัวกลุ่มนี้ให้ฉีดในเดือนตุลาคม ส่วนกลุ่มอื่น เช่นเด็ก เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ผู้ดูแลคนป่วย กลุ่มนี้ให้ฉีดเดือนพฤศจิกายน

2.   เด็กที่อายุ 6-23 เดือนควรจะฉีดทุกรายโดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย

3.   ชนิดของวัคซีนที่จะฉีดให้ใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของเชื้อ A/Moscow/10/99 (H3N2)-like, A/New Caledonia/20/99 (H1N1)-like, และ B/Hong Kong/330/2001
4.   ให้ลดปริมาณสาร thimerosal ซึ่งเป็นสารปรอท

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อ
DNA ไวรัสในกลุ่ม  influenza virus type A,B,C สำหรับ type A ยังมีแอนติเจนที่ห่อหุ้มอยู่2 ชนิดคือ H และ N( two surface antigens: hemagglutinin (H) and neuraminidase (N).) influenza type A เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ส่วน Type B
มีเพียงกลุ่มเดียว ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นจะป้องกันได้เฉพาะกลุ่ม
การเรียกชื่อไวรัส
การเรียกชื่อไวรัสไข้หวัดใหญ่อาศัยหลักเกณฑ์ดังนี้
1.   Type ให้ใช้ A,B,C กรณีที่เป็น Type A จะแยกเป็น 2 ชนิดคือ H,N antigen และแต่ละชนิดยังแยกเป็นย่อย
2.   แหล่งกำเนิดโรค
3.   ลำดับพันธุ์ที่แยกเชื้อได้
4.   ปี ค.ศ.ที่แยกได้
5.   สำหรับ influenza A ให้บอกชนิดย่อย ของ H และN แอนติเจน
ตัวอย่าง Influenza virus A/Hong kong/1/68/[H3N2]
การติดต่อ
เชื้อนี้จะติดต่อไดง่ายการติดต่อสามารถติดต่อได้โดย
1.   เชื้อสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งโดยการหายใจได้รับน้ำมูก หรือเสมหะของผู้ป่วยโดยเชื้อจะผ่านเข้าทางเยื่อบุตา จมูกและปาก
2.   การที่คนได้สัมผัสสิ่งที่ปนเชื้อโรคเช่นผ้าเช็ดหน้า ช้อน แก้วน้ำ การจูบ
3.   การที่มือไปสัมผัสเชื้อแล้วขยี้ตาหรือเอาเข้าปาก
อาการของโรค
1.  ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน ระยะฟักตัว 1-4วัน โดยเฉลี่ย 2 วัน
·       ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างฉับพลัน 
·       เบื่ออาหาร คลื่นไส้
·       ปวดศีรษะอย่างรุนแรง 
·       ปวดตามแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบตา
·       ไข้สูง 39-40
·       เจ็บคอและคอแดงมีน้ำมูกใสไหล
·       ไอแห้งๆ 
·       ตามตัวจะร้อน แดง ตาแดง
·       อาการอาเจียน หรือท้องเดิน ไข้เป็น 2-4 วันแล้วค่อยๆลดลงแต่อาการคัดจมูก และแสบคอยังคงอยู่โดยทั่วไปจะหายใน 1 สัปดาห์
2.   สำหรับรายที่เป็นรุนแรงมักเกิดในผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังอยู่ก่อนมักจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่ระบบอื่นด้วยเช่น
·       อาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก หรืออาการหัวใจวาย ผู้ป่วยจะเหนื่อยหอบ
·       ระบบประสาท พบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และสมองอักเสบผู้ป่วยจะปวดศีรษะมาก และซึมลง
·       ระบบหายใจ มีหลอดลมอักเสบ และปอดบวมผู้ป่วยจะแน่นหน้าอก และเหนื่อย
โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่มักจะหายในไม่กี่วัน แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายมีอาการไอ และปวดตามตัวนาน 2 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่เสียชีวิตมักจะเกิดจากปอดบวม และโรคหัวใจหรือโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่
 
ระยะติดต่อ

1.  ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ
2.   ห้าวันหลังจากมีอาการ
3.   ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้นาน 10 วัน

การวินิจฉัย
การวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่จะอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลักโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของเชื้อ การวินิจฉัยที่แน่นอนอาจจะทำได้ 4 วิธีคือ
1.   นำไม้พันสำลีแหย่ที่คอหรือจมูกแล้วนำไปเพาะเชื้อ
2.   เจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโดยต้องเจาะ 2 ครั้งห่างกัน 2 ชั่วโมงแล้วเปรียบการเพิ่มของภูมิต่อเชื้อ
3.   การตรวจหา Antigen
4.   การตรวจโดยวิธี PCR,Imunofluorescent
โรคแทรกซ้อน
1.   ติดเชื้อแบคทีเรีย อาจจะทำให้ปอดบวม ฝีในปอด หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด
2.   ไข้หวัดใหญ่ในหญิงมีครรภ์ ผลต่อมารดามักเป็นชนิดรุนแรงและมีอาการมาก ผลต่อเด็กอาจจะทำให้แท้ง
การรักษา
ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนท่านผู้อ่านสามารถดูแลตัวเองที่บ้าน
1.   ให้นอนพักไม่ควรออกกำลังกาย
2.   ให้ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้หรือน้ำซูปหรืออาจจะดื่มน้ำเกลือแร่ร่วมด้วย แต่ไม่ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวเพราะจะทำให้ท่านขาดเกลือแร่ได้ หรืออาจจะเตรียมโดยใช้น้ำข้าวใส่เกลือและน้ำตาลก็ได้
3.   การรักษาตามอาการ และการประคับประคอง
4.   ลดไข้ด้วยยาลดไข้ เช่น paracetamolไม่ควรให้ aspirinในคนที่มีอายุน้อยกว่า 16 ปีเพราะอาจจะทำให้เกิด Reye syndrome
5.   ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ
6.   ถ้าไอมากอาจจะซื้อยาแก้ไอรับประทาน
7.   สำหรับผู้ที่เจ็บคออาจใช้น้ำ1แก้วผสมกับเกลือ 1 ช้อนกรวกคอแต่ห้ามดื่ม
8.  สำหรับท่านที่มีอาการคัดจมูกอาจจะใช้ไอน้ำช่วยวิธีง่ายคือต้มน้ำร้อนแล้ให้นั่งหน้ากาน้ำเอาผ้าคลุมศีรษะ และสูดดมไอน้ำ อาจจะใส่ vick หรือขิงลงไปเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก
9.  อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆเพราะจะทำให้เชื้อลุกลาม
10. ใหล้างมือบ่อยๆเมื่อออกนอกบ้าน ในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไขหวัดใหญ่ให้หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ ลูกบิดประตู เป็นต้น
11.  เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือ ทิสซู่ปิดปาก 
12.  ช่วงที่มีการระบาดให้หลีกเลี่ยงจากที่สาธารณะ
ผู้ป่วยควรพบแพทย์เมื่อไร
ไข้หวัดใหญ่สามารถหายเองได้และท่านสามารถดูแลตัวเองที่บ้านแต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ปรึกษาแพทย์ประจำตัวท่าน
ในเด็กควรจะปรึกษาแพทย์เมื่อ
1.   ไข้สูงและเป็นนาน
2.    ให้ยาลดไข้แล้วไข้ยังเกิน 38.5
3.     หายใจหอบ หรือหายใจลำบาก
4.     มีอาการมากกว่า 7 วัน
5.     ผิวสีม่วง
6.     เด็กดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่พอ
7.      เด็กซึมลง ไม่เล่น
8.       เด็กไข้ลดลง แต่หายใจหอบ
สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นไข้หวัดใหญ่
1.   ไข้สูงและเป็นมานาน
2.    หายใจลำบาก หรือหายใจหอบ
3.     เจ็บหรือแน่นหน้าอก
4.     หน้ามืดเป็นลม
5.      สับสน
6.     อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้
ผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงควรพบแพทย์ทันทีที่เป็นไข้หวัดใหญ่เนื่องจากโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้แก่
1.             ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เบาหวาน หอบหืด มะเร็งเป็นต้น
2.             คนท้อง
3.             ผู้ป่วยโรคเอดส์
4.             ผู้ทีพักในสถานเลี้ยงคนชรา
5.             ผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปี
ผู้ป่วยไขหวัดใหญ่ที่มีอาการต่อไปนี้ต้องเข้าโรงพยาบาล
1.             มีอาการขาดน้ำไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ
2.             ไอแล้วเสมหะมีเลือดปน
3.             หายใจลำบาก หายใจหอบ
4.             สีริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีเขียว
5.             ไข้สูงมากผู้ป่วยเพ้อ
6.             มีอาการไข้ และไอหลังจากที่อาการไข้หวัดใหญ่หายไปแล้ว
การรักษาในโรงพยาบาล
1.             ผู้ป่วยที่ขาดน้ำแพทย์จะให้น้ำเกลือ
2.             ผู้ป่วยเหล่านี้ควรได้รับยา amantadine และ rimantadine เพื่อให้หายเร็วและลดความรุนแรงของโรคยานี้ควรให้ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการและให้ต่อ 5-7 วัน ยานี้ไม่ช่วยลดโรคแทรกซ้อน
3.             ถ้ามีอาการคัดจมูกแพทย์จะให้ยาลดน้ำมูก
4.             ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนก็ไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะ
*   ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะหายใน 2-3 วัน ไข้จะหายใน 7 วัน อาการอ่อนเพลียอาจจะอยู่ได้นาน1-2 สัปดาห์
การป้องกัน
1.             ล้างมือบ่อยๆ
2.             หลีกเลี่ยงการเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา
3.             อย่าใช้ของส่วนตัวร่วมกับคนอื่น เช่นผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ
4.             หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด เมื่อเวลาเจ็บป่วย
5.             ให้พักที่บ้านเมื่อเวลาป่วย
6.             เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าปิดปากและจมูก
โดยการฉีดวัคซีน
การป้องกันที่ดีคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ซึ่งเป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อที่ตายแล้วโดยฉีดที่แขนปีละครั้ง หลังฉีด 2สัปดาห์ภูมิคุ้มกันจึงจะสูงพอป้องกันการติดเชื้อแต่การฉีดจะเลือกผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนคือ
1.             ผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปี
2.             ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคตับ
3.             ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
4.             ผู้ป่วยโรคเอดส์
5.             หญิงตั้งครรภ์ 3 เดือนขึ้นไปและมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
6.             ผู้ที่อาศัยในสถานเลี้ยงคนชรา
7.             เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
8.             สมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคเรื้อรัง
9.             นักเรียนที่อยู่รวมกัน
10.      ผู้ที่จะไปเที่ยวยังแหล่งระบาดของไข้หวัดใหญ่
11.      ผู้ที่ต้องการลดอัตราการติดเชื้อ
การใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่เพื่อรักษา
1.             Amantadine and Ramantadine เป็นยาที่ใช้ในการป้องกันและรักษาไวรัสไๆข้หวัดใหญ่ชนิด A ไม่ครอบคลุมชนิด B
2.             Zanamivir Oseltamivir เป็นยาที่รักษาได้ทั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิด A,B
3.             การให้ยาภายใน 2 วันหลังเกิดอาการจะลดระยะเวลาเป็นโรค
จะใช้ยารักษาไข้หวัดกับคนกลุ่มใด
เราจะใช้ยากับคนกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ และยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และอยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรคกลุ่มที่ควรจะได้รับยารักษาได้แก่
1.             คนที่อายุมากกว่า 65 ปี
2.             เด็กอายุ 6-23 เดือน
3.             คนท้อง
4.             คนที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ
การให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่
ยาที่ได้รับการรับรองว่าใช้ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้แก่ Amantadine Ramantadine Oseltamivir วิธีการป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน แต่ก็มีบางกรณีที่จำเป็นต้องให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่
1.             ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับวัคซีนไม่ทัน ทำให้ต้องได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค
2.             ผู้ที่ดูแลกลุ่มเสี่ยงและไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ควรจะได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค
3.             ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่นโรคเอดส์
4.             กลุ่มคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนและไม่อยากเป็นโรค